ด้วยพลังแห่งรักและเมตตาต่อเด็ก

 

         พระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เผื่อแผ่ไปสู่คนทุกเพศ ทุกวัย โดยไม่เลือกเชื้อชาติ ไม่เลือกศาสนา สายธารแห่งพระเมตตาหลั่งไหลไปถึง เฉกเช่น “ผู้ป่วยเด็ก” ที่ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณเปี่ยมล้น พระราชทานโอกาสพระบรมราโชวาทให้ “คนไข้เด็กในพระบรมราชานุเคราะห์” เข้าเฝ้าอย่างใกล้ชิด พระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ ทรงพูดคุยกับคนไข้เด็กและผู้ปกครองอย่างเป็นกันเอง ทรงไถ่ถามสารทุกข์สุขดิบด้วยพระสุรเสียงเอื้ออาทร คนไข้เด็กบางคนไม่กล้าพูดด้วย ก็มีรับสั่งว่า “ไม่ต้องกลัว พูดได้” ทรงตั้งใจฟังเด็กๆ เล่าเรื่องราวต่างๆ อย่างสนพระราชหฤทัย บางคนพูดไปน้ำตาไหลไป พระองค์ก็ทรงเอื้อมพระหัตถ์ลูบหลัง ลูกไหล่ ปลอบใจเด็ก และรับสั่งให้กำลังใจเด็กๆ ว่า

“พระราชินีดีใจ ที่มีโอกาสได้ช่วยหนู ได้ดูแลพวกหนู ไม่มีอะไรแล้ว ทำใจให้สบาย เพราะมีหมอดูแล มาถึงที่นี่แล้ว มีหมอที่ดี ต่อไปการแพทย์ก็จะดีขึ้น”“
(ที่มาจากหนังสือพิมพ์มติชนฉบับวันที่ 4 กค.2555)

         ในการนี้พระราชทานพระราชวโรกาสให้คนไข้เด็กในพระบรมราชานุเคราะห์ และชาวต่างประเทศที่ทรงช่วยชีวิตไว้ในอดีตเข้าเฝ้าฯ อย่างใกล้ชิด ตรัสถามถึงสารทุกข์สุกดิบ ความเป็นอยู่ อาการป่วยไข้ พร้อมพระราชทานกำลังใจ ยังความปิติแก่ผู้เฝ้าฯ รับเสด็จเป็นอย่างยิ่ง คนไข้เด็กที่มาเข้าเฝ้าฯ กล่าวกับพระองค์ว่า “หนูอยากหายไวๆ” เมื่อทรงได้ยินดังนี้พระองค์ตรัสเป็นกำลังใจว่า “ตอนนี้หมอดูแลอยู่และพอโตขึ้นจะดีขึ้นนะ”

         เด็กบางคนไม่กล้าพูด พระองค์รับสั่งว่า “ไม่ต้องกลัวหรอก พูดได้” เมื่อได้ยินดังนั้นเด็กชายที่ป่วยด้วยโรคภูมิคุ้มกันทำลายตัวเองเผยความรู้สึกกับพระองค์ท่านว่า “ตอนนี้ผมดีขึ้นแล้ว พอได้ยาฉีดแล้วดีขึ้น ตอนนี้หายเป็นปกติแล้ว” ด้านมารดาเด็กชายกราบทูลเพิ่มเติมว่า ตอนเด็กๆ แข็งแรงมา อยู่ๆ ก็ไข้สูง ปวดข้อ ป่วยหนักลูกกลายเป็นคนพิการในหนึ่งเดือน วินาทีนั้นคนเป็นแม่น้ำตาร่วงเดินทางจากจังหวัดกาญจนบุรีมารักษาที่โรงพยาบาลเด็ก ทำให้รู้ว่าน้องเป็นภูมิแพ้ตัวเอง ค่ายาแพงมาก เข็มละ 3 หมื่น รักษาอยู่ 3 ปี ตอนนี้งดยาฉีดมากินยาเม็ดแทน สมเด็จพระนางเจ้าฯ ตรัสให้กำลังใจว่า “ทำใจให้สบาย มีหมอดูแลอยู่”

คนไข้ในพระบรมราชินูปถัมภ์

  • น.ส.ศุภิสรา ลัคนาศิโรรัตน์ อายุ 17 ปี จากโรงเรียนศรัทธาราชินี จ.ตรัง ป่วยเป็นโรคหัวใจรั่วจากผนังกั้นระหว่างหลอดเลือดดำกับหลอดเลือดแดงสองห้องล่าง เดินทางมาพร้อมมารดา นางสุชัญญา เมืองแก่น นำผลการเรียนเกรดเฉลี่ยสะสม 3.14 มาถวายให้ทอดพระเนตร พร้อมกราบทูลว่า “ขอบคุณพระราชินีที่เมตตา ช่วยให้หนูมีโอกาสมีชีวิต ทำให้หนูได้เกิดใหม่ หนูสัญญาว่าจะเป็นคนดีของสังคมและตั้งใจเรียน” สมเด็จพระนางเจ้าฯ ตรัสว่า “พวกเราช่วยกันทุกคน พระราชินีดีใจที่มีโอกาสช่วยเหลือดูแลหนูให้ดี”
  • ร.ท. ดนัย คมคาย ที่หนีภัยสงครามกลางเมืองประเทศกัมพูชาอพยพเข้ามาชายแดนประเทศไทยตอนอายุ 3 ขวบ เดินทางมากับแม่ และมีอาการเมาเห็ดจนสลบไป ได้รับการช่วยเหลือดูแลอย่างดีจนหายป่วย สมัยนั้นสมเด็จพระนางเจ้าฯ ในฐานะสภานายิกาสภากาชาดไทยเสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมเยือนและช่วยเหลือผู้อพยพ จัดสร้างที่พัก ดูแลเรื่องอาหารตลอดจนด้านสาธารณสุข ทรงทราบว่าประเทศที่สามต้องการบุคคลที่มีความสามารถจึงโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งโรงฝึกอาชีพแก่ผู้อพยพก่อนส่งไปอยู่ประเทศที่สาม ครอบครัวของดนัยเป็น 1 ใน 20 ครอบครัวที่ถูกส่งไปอยู่สหรัฐอเมริกาปัจจุบัน ร.ท.ดนัย คุณพ่อลูกสาววัย 37 ปี เป็นทหารสหรัฐอเมริกาและเอ็นจีโอ ซึ่งอยากขอแบ่งเบาพระราชการะของสมเด็จพระนางเจ้าฯ กราบทูลว่า “ในนามของชาวกัมพูชาขอกราบขอบคุณพระองค์ท่านที่ช่วยชีวิตทุกคนให้อยู่รอด ที่สำคัญครอบครัวของข้าพเจ้าที่พระองค์ส่งไปอยู่สหรัฐมีชีวิตอยู่ได้อย่างสงบ ขอกราบขอบพระคุณพระองค์อีกครั้ง 30 กว่าปีแล้ว 195 คน ทุกๆ คนสบายดีและฝากความเคารพมาถึงพระองค์ จะดำเนินโครงการ Queen’s Ascension Garden ซึ่งเกี่ยวกับพืชผัก สมุนไพร ตามรอยพระราชดำริ และเผยแพร่พระเกียรติคุณของสมเด็จพระนางเจ้าฯ ไปในหลายประเทศ” สมเด็จพระนางเจ้าฯ ตรัสว่า “ปลื้มใจ มาถ่ายรูปด้วยกัน ปลื้มใจจริงๆ ฉันเห็นแค่นี้ก็ดีใจ เห็นเขาตั้งแต่เล็กๆ” ด้วยน้ำพระราชหฤทัย สมเด็จพระนางเจ้าฯ ประทับอยู่กับคนไข้เด็กในพระบรมราชานุเคราะห์และชาวต่างประเทศที่ทรงช่วยชีวิตไว้ในอดีตเป็นเวลานาน ก่อนเสด็จพระราชดำเนินกลับ
  • นายละเอียดและนางสมศรี อำไพ “ พระกรุณาธิคุณของพระองค์ท่านนั้นล้นเหลือ ชีวิตนี้ไม่มีอะไรเทียบเท่าอีกแล้ว ผมรักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ของประเทศไทย” สองสามีภรรยาที่อพยพหนีสงครามแล้วมาพบรักที่ประเทศไทย ปัจจุบันเป็นชาวประมงเปิดเผยหลังเฝ้าฯ รับเสด็จว่า สมัยนั้นเป็นหนุ่มสาว หนีไม่พ้นการกู้ชาติ สงครามเกิดตั้งแต่อายุ 16 ปี ก็หนีเอาชีวิตรอด ไม่มีจุดหมาย กะไปตายเอาดาบหน้า เดินมาหลายเดือน บ้างก็ล้มตายกลางทางเพราะไม่มีข้าวปลาอาหาร บางคนเจ็บป่วยมาตามทาง เราเองก็เหมือนกัน จนได้มาอยู่ที่ศูนย์ สมเด็จฯ พระราชทานข้าวสารอาหารให้ผู้อพยพ ทรงจัดหมอช่วยรักษาโรคและมีสภากาชาดไทย ผมอยู่ได้ 1 ปี ได้ฝึกอาชีพ

นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณและขวัญกำลังใจอย่างใหญ่หลวงแก่คณะกรรมการกองทุน ผู้บริหาร คณะแพทย์ พยาบาล และเจ้าหน้าที่ของสถาบันฯ

 

Visitors: 139,290