สมเด็จพระนางเจ้าฯเสด็จวางศิลาฤกษ์อาคารเฉลิมพระเกียรติฯ


วางศิลาฤกษ์อาคารเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษามหาราชินี (ศูนย์การแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก)

       สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินทรงวางศิลาฤกษ์ “อาคารเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา มหาราชินี (ศูนย์การแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก)” โดยอาคารหลังนี้ได้รับพระมหากรุณาธิคุณพระราชทานนามจากสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เนื่องในวโรกาสที่ทรงเจริญพระชนมพรรษา 80 พรรษา ในวันที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2555 

       สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี กราบบังคมทูลความเป็นมารายงานความเป็นมาในการสร้างอาคารเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษามหาราชินี ทั้งนี้ อาคารเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษามหาราชินี นับเป็นศูนย์การรักษาพยาบาลผู้ป่วยเด็กที่มีความพร้อมในการรองรับและให้บริการการรักษา เครื่องมือทางการแพทย์ที่ทันสมัย และห้องค้นคว้าวิจัย เพื่อเพิ่มการช่วยเหลือผู้ป่วยเด็กที่ขาดแคลนและขยายขีดความสามารถในการพัฒนาบุคลากรการแพทย์เฉพาะทางโรคเด็กให้มากขึ้น ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จและสามารถเปิดให้บริการได้ภายในปี พ.ศ. 2557 โดยอาคารมีความสูง 27 ชั้น และชั้นใต้ดินอีก 1 ชั้น มีพื้นที่ใช้ประกอบด้วย ศูนย์ความเป็นเลิศด้านโรคไข้เลือดออก และศูนย์เชี่ยวชาญพิเศษ เฉพาะทางโรคเด็ก จำนวน 5 ศูนย์ พร้อมเปิดให้บริการคลินิกเฉพาะทางโรคเด็กจำนวน 10 คลินิก รวมทั้งพื้นที่สำหรับค้นคว้าและวิจัย อาทิ ศูนย์การเรียนรู้ และศูนย์การวิจัยและแลกเปลี่ยนกับสถาบันนานาชาติ เป็นต้น

       อาคารเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษามหาราชินี (ศูนย์การแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก) ประกอบด้วย ศูนย์ความเป็นเลิศด้านโรคไข้เลือดออก 1 ศูนย์ และศูนย์เชี่ยวชาญพิเศษ เฉพาะทางโรคเด็ก จำนวน 5 ศูนย์ คือ 1. ศูนย์เชี่ยวชาญพิเศษ จักษุวิทยา 2.ศูนย์เชี่ยวชาญพิเศษ กุมาร โสต ศอ นาสิก  3. ศูนย์เชี่ยวชาญพิเศษ โรคอุบัติใหม่ 4.ศูนย์เชี่ยวชาญพิเศษ โรคมะเร็งเด็ก 5.ศูนย์เชี่ยวชาญพิเศษ ผู้ป่วยเด็กพิการ และเปิดให้บริการคลินิกเฉพาะทางโรคเด็กจำนวน 10 คลินิก

ศ.ดร. สุรเกียรติ์ เสถียรไทย ประธานคณะกรรมการอำนวยการจัดหาทุนอาคารเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษามหาราชินี  

       “ปี 2555 นับเป็นปีมหามงคลเนื่องด้วยสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถทรงเจริญพระชนพรรษา 80 พรรษา ซึ่งพสกนิกรได้ระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่านในพระราชกรณียกิจด้านต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพระราชกรณียกิจด้านการแพทย์และสาธารณสุขเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพเด็กไทยและการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน  จากการที่พระองค์ทรงอภิบาลดูแลพระราชโอรสและพระธิดาทั้ง 4 พระองค์ด้วยพระองค์เอง  และทรงพระเมตตาห่วงใยในสุขภาพเด็กไทยทั่วทั้งประเทศ    พระองค์ได้ทรงเสด็จพระราชดำเนินออกเยี่ยมประชาชนในพื้นที่ทุรกันดารต่างๆทั่วประเทศพร้อมกับหน่วยแพทย์เคลื่อนที่เพื่อให้การรักษาแก่ประชาชน โดยไม่คำนึงถึงเชื้อชาติ  และทรงพระกรุณารับผู้ป่วยที่เป็นเด็กและคนชราที่เจ็บป่วยด้วยโรคที่มีความซับซ้อนไว้ในพระราชูปถัมภ์ฯ จำนวนมาก ให้เข้ารับการรักษาพยาบาลในโรงพยาบาลเด็ก ซึ่งต่อมาในปี พ.ศ. 2539 ท่านได้ทรงพระราชทานนามใหม่ให้แก่โรงพยาบาลเด็กเป็น “สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี” 

ดร.จรัลธาดา กรรณสูต รองประธาน คณะกรรมการอำนวยการจัดหาทุนอาคารเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษามหาราชินี  

       “ด้วยพระราชกรณียกิจ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ที่เสด็จพระราชดำเนินออกเยี่ยมประชาชนในพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ   ทำให้พระองค์ ได้พบเห็นประชาชนและเด็กเจ็บป่วยเป็นจำนวนมาก โดยได้พระราชทานความช่วยเหลือส่งผู้ป่วยเด็กที่เข้ารับการรักษาในอนามัยประจำจังหวัดในกรณีที่เจ็บป่วยไม่มาก แต่สำหรับผู้ป่วยเด็กที่มีความซับซ้อนของโรคมาก สมเด็จพระนางเจ้าฯ ทรงให้เข้ารับการรักษาที่สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี(รพ.เด็ก)  ไม่เพียงแต่เท่านั้น พระองค์ยัง ทรงมีพระราชดำรัสให้สร้างสถานที่พักพิงในกรุงเทพสำหรับผู้ปกครองที่ต้องมาดูแลบุตรหลานในขณะรักษาตัวโดย ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น  เพื่อให้ครอบครัวได้มีโอกาสใกล้ชิดและดูแลผู้ป่วยเด็ก  ได้อย่างเต็มที่   ซึ่งเป็นที่รู้จักดีในนาม  “บ้านสุคันธาราม” หรือที่มักเรียกกันว่า “บ้านเปี่ยมรัก”

แพทย์หญิงศิราภรณ์ สวัสดิวร ผู้อำนวยการสถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี (ปี2551-2559) 

       “สถาบันสุขภาพเด็กฯ ได้สนองพระราชปณิธาน สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในการดูแลรักษาโรคในเด็กมาตั้งแต่ก่อตั้งสถาบันฯ ร่วม 60ปี  ปัจจุบันมีผู้ป่วยเด็กมารับบริการแบบผู้ป่วยนอกประมาณ ไม่ต่ำกว่า 370,000 รายต่อปี ผู้ป่วยใน 17,000 รายต่อปี  นอกจากนี้ยังรับส่งต่อผู้ป่วย ที่เป็นโรคยุ่งยากซับซ้อนจากโรงพยาบาลอื่นๆทั่วประเทศ  อาทิ โรคมะเร็ง โรคหัวใจ โรคระบบประสาท    นอกจากนี้ที่สถาบันแห่งนี้ ยังเป็นสถานที่ทำการวิจัยค้นคว้า  พัฒนาและฝึกอบรมบุคลากรทางการแพทย์ทั้งในและต่างประเทศเพื่อให้มีความรู้เท่าทันโรคเด็กไม่ต่ำกว่าปีละ 500 คน  ทำให้มีความจำเป็นต้องขยายพื้นที่การให้บริการให้เพียงพอต่อความต้องการของผู้ป่วยเด็กในปัจจุบัน และมีความจำเป็นต้องปรับปรุงอุปกรณ์และเครื่องมือทางการแพทย์ ให้มีความทันสมัยมากขึ้น เพื่อให้มีขีดความสามารถในการบริการเพื่อก้าวสู่การเป็น “ศูนย์กลางการดูแลรักษาทารกและเด็กพิการแต่กำเนิดครบวงจร2559”

 

Visitors: 139,290