เรื่องเล่าจากหมอเด็ก 2

          คนเราล้วนมีความลับในใจมากมาย ความลับบางอย่างก็ทำให้รู้สึกดี บางอย่างก็ทำให้อึดอัด เรื่องที่เก็บเป็นความลับ มักเป็นเรื่องที่กลัวว่าคนอื่นทราบแล้วจะก่อผลเสียต่อตัวเองหรือต่อผู้ที่เกี่ยวข้อง บางคนอาจถึงกับปล่อยให้ความลับนั้นตายจากไปพร้อมตัวเอง เพื่อปกป้องคุณค่าของตัวเองหรือความรู้สึกของผู้ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องราวนั้น

          วัยรุ่นส่วนใหญ่ก็มีความลับมากมาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องตัวเอง เรื่องเพื่อน เรื่องรัก เรื่องเพศ เรื่องเรียน จิปาถะ แต่วัยรุ่นมักเป็นกลุ่มที่ต้องการใครสักคนที่ไว้ใจได้มารับฟังเขา เพื่อไม่ให้เขาอึดอัดกับความลับเหล่านั้น

           ตัวอย่างคนไข้เพิ่งเริ่มเป็นหนุ่มของหมอก็เช่นกัน  เมื่อโอกาสเปิด ให้เล่นเกมเปิดเผยความลับในงานเลี้ยงวันเกิดเพื่อน ม.1 ด้วยความเชื่อใจเพื่อน จึงยอมเล่าให้กลุ่มเพื่อนฟังว่า ตอนเข้าม.1 ใหม่ๆ เคยแอบชอบเพื่อนผู้หญิงคนหนึ่งในห้อง เห็นว่าเขาน่ารักดี แต่ไม่เคยจีบ ไม่เคยขอเป็นแฟน 

            ท่านคงพอนึกออกว่า สัปดาห์ต่อมาหลังจากนั้น จะเกิดอะไรขึ้นในห้องเรียนเด็ก ม.1 บ้าง เนื่องจากธรรมชาติของวัยรุ่นตอนต้นจะเห็นว่าการล้อเลียนเพื่อนเป็นเรื่องสนุก มักลืมคิดถึงความรู้สึกหรือผลกระทบที่จะเกิดกับฝ่ายที่ถูกล้อเลียนได้ และเนื่องจากเริ่มสนใจเรื่องเพศ จึงมักคุยล้อเลียนเรื่องแฟนฉันกันอย่างสนุกสนาน 

             วัยรุ่นตอนต้นแม้จะเริ่มสนใจเรื่องแฟน เรื่องเพศ แต่ระยะต้นๆ ทั้งเพศหญิงและชาย จะยังเขินอายค่อนข้างมาก และต้องปรับตัวเองมากมายกว่าจะอยู่ร่วมกับเพื่อนต่างเพศในห้องได้อย่างสนิทใจ 

           คู่กรณีแฟนฉันของคนไข้หมอ เธออายจนไม่มีสมาธิเรียน ไม่กล้าสบตา ไม่กล้าพูดคุยกับหนุ่มน้อยของหมออีกเลย  คนไข้หมอก็เสียสมาธิ ไม่เป็นอันเรียน กลับมานั่งร้องห่มร้องไห้กับแม่และหมอ ว่า “ผมไม่น่าเล่าเพื่อนเลย ผมแค่จะบอกความรู้สึกดีๆ แต่ไม่ได้ลามกคิดเรื่องเพศ หรือจะจีบเป็นแฟน ผมอยากคุยกับเขาได้เหมือนเพื่อนทั่วๆ ไป ไม่อยากเจอหน้าแล้วอึดอัดใจ ไม่รู้จะคุยหรือทักทายอย่างไร เพราะรู้สึกเขายังโกรธผมอยู่”

           วัยรุ่นตอนต้นอาจคบทั้งกลุ่มเพื่อนชายหญิงและค่อยๆ แยกกลุ่มตามเพศตนเองชัดเจนขึ้นในวัยรุ่นตอนกลาง เนื่องจากกิจกรรมที่สนใจของหญิงชายมักแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด การที่หนุ่มน้อยรายนี้ใส่ใจ เรื่องสัมพันธภาพ อยากคุยเหมือนเพื่อนได้โดยไม่อึดอัด ใสใจอย่างมากต่อคำวิพากษ์วิจารณ์ของบุคคลอื่นถือเป็นพัฒนาการตามปกติของวัยรุ่น สิ่งที่เขาคิดคืออีกฝ่ายรังเกียจเขา ทำให้เขาขาดเพื่อนดีๆ ไป 1 คน ทำให้เขาอึดอัด ใจเศร้าหมอง ไปตลอดเทอม หากปล่อยไว้โดยไม่แก้ไข จะทำให้เขาเสี่ยงที่จะเป็นโรคซึมเศร้า ซึ่งพบได้บ่อยในวัยรุ่นที่มีเรื่องต้องปรับตัวมากมาย

           ภารกิจการช่วยเหลือหนุ่มน้อยรายนี้ คือการอธิบายให้เขา เข้าใจพัฒนาการของวัยรุ่นทั้งชายและหญิง ให้เขาเห็นความคิด ความรู้สึกของวัยรุ่นหญิงที่โดนล้อเลียนเรื่องแฟนทั้งที่เจ้าตัวยังไม่พร้อมที่จะเปิดรับจนนำไปสู่พฤติกรรมที่ฝ่ายหญิงแสดงตอบ “ไม่ใช่เธอเกลียดเรา เพียงแต่เธอไม่รู้จะทำตัวอย่างไรเมื่ออยู่ต่อหน้าเรา หรือเมื่ออยู่กับเพื่อนๆ ในห้อง ที่คอยจับตามองเธอจึงหลีกเลี่ยงที่จะคุยกับเราเหมือนเดิม”

          หนุ่มน้อยดูเหมือนจะเข้าใจ แต่ยังไม่มั่นใจ ว่าเปิดเทอมแล้วจะไปเริ่มอย่างไร จึงต้องซ้อมทักษะการสื่อสาร การทักทาย ให้เหมือนเพื่อนทักทายกัน 

         เชื่อหรือไม่ว่า คำทักทายพื้นๆ “สวัสดี เป็นไง สบายดีไหม กินข้าวหรือยัง จะไปไหนเหรอ” กลับเป็นเรื่องยากสำหรับหนุ่มน้อย

         เพราะไม่เคยทักทายอีกฝ่ายมาก่อน เนื่องจากไม่เคยทำ เคยเพียงแค่ถามงาน ถามการบ้าน งานนี้จึงต้องซ้อมบทกันพอสมควร แถมยังต้องสำทับด้วยว่า ให้ทักทายเพื่อนผู้หญิงอื่นๆ ในห้องด้วย ทำให้เป็นเรื่องปกติธรรมดา คู่กรณีแฟนฉันจะได้ไม่รู้สึกว่าเราทำกับเขาเป็นพิเศษคนเดียว เดี๋ยวจะพาลเขินอายม้วนต้วน ไม่ยอมคุยด้วยอีก 

          วัยรุ่นมีเรื่องวุ่นๆ ที่ต้องปรับตัวมากกว่าที่พ่อแม่คิด พ่อแม่จึงควรหมั่นพูดคุยซักถามและให้คำแนะนำในการปรับตัว ปรับความคิด เพื่อทำให้เขามีความมั่นใจ แก้ไขปัญหาชีวิตด้วยตนเองได้ในอนาคต

 

 

ผศ.พญ.ปราณี  เมืองน้อยกุมารแพทย์-จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่นสถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี

Visitors: 139,306